เมื่อกล่าวถึงเรื่องศาสนา ทุกคนย่อมเข้าใจได้ว่า เกิดจากความเชื่อและความศรัทธาที่ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยที่บางคนไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้ง ถึงความเป็นไปในศาสนาของตน ได้ชื่อแต่เพียงว่านับถือศาสนาตามทะเบียนบ้านเท่านั้น
 
ในเบื้องต้นนี้ พอเชื่อได้ว่าทุกๆ ศาสนาและลัทธิต่างๆ นั้น ล้วนสอนให้ผู้ที่เคารพนับถือและศรัทธาปฏิบัติตาม ได้รับผลคือเป็นคนดีของสังคม ยกเว้นบางลัทธิที่มอมเมาให้เชื่อในเรื่องที่น่ากลัว เช่นเรื่องภูตผีปีศาจ ซึ่งอาจจะออกนอกลู่นอกทางจากคำว่าเป็นคนดีของสังคมได้เช่นกัน ในส่วนนี้ขอยกไว้
 
มากล่าวถึงผู้ที่สนใจศาสนาและได้ศึกษาจากตำรามาบ้าง พอเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างศาสนาและลัทธิต่างๆ และสามารถพอที่จะแยกแยะความแตกต่าง ในความเชื่อความศรัทธาที่มีมาในศาสนาของตนเองกับศาสนาอื่นได้ เช่น ความแตกต่างระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ เป็นเรื่องที่ผู้ที่สนใจพอจะสังเกตความแตกต่างได้
 
พระพุทธศาสนานั้น เน้นให้เชื่อและศรัทธาสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ภายในกายและจิตใจของตนเองเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์ด้วยตนเอง(เอหิปัสสิโก) จึงจะเข้าถึงหลักการในหัวใจของพระพุทธศาสนาได้
 
ส่วนศาสนาหรือลัทธิอื่นๆ ล้วนต้องสร้างความเชื่อถือ ความเคารพศรัทธาในสิ่งที่ผู้สอนบอกให้ต้องเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น  เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ภายนอกกายและจิตใจของตน
 
เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ผู้สอนจะต้องพยายามโน้นน้าวให้เกิดความเชื่อถือ เลื่อมใส และเคารพศรัทธาในสิ่งต่างๆ เช่น พระเจ้า เทพเจ้า กายทิพย์ ฯลฯ ที่มีฤทธิ์เดช หรือวัตถุสิ่งของที่น่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ภายนอกกายและจิตใจของตนเองทั้งสิ้น
 
เป็นเรื่องยากลำบากที่จะพิสูจน์หรือค้นหา เพื่อให้เห็นจริงตามนั้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ภายนอกกายและจิตใจของตนเอง ต้องรอให้สิ่งต่างๆดังกล่าวดลบันดาลให้เกิดผลต่อผู้ที่ศรัทธานับถือ  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดจากความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ที่สร้างขึ้นมาเองว่าได้ผลจริง
 
ซึ่งว่าโดยหลักพื้นฐานในเรื่องกฏแห่งกรรมตามความเป็นจริงแล้ว ผลที่เกิดขึ้น (สัจจธรรม) มานั้น ก็คือ เกิดจากกฏแห่งกิเลส กรรม วิบากของตน ที่บันดาลให้เป็นไปและเกิดขึ้นตามนั้น
 
ฉะนั้น หัวใจพระพุทธศาสนา จึงสอนให้
 
๑.ละชั่ว
๒.ทำดี
๓.ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย
 
ความแตกต่างของศาสนาพุทธกับศาสนาอื่นนั้นอยู่ที่ข้อที่ ๓ นี่เอง
 
ในศาสนาและลัทธิทั่วไป ต้องอ้อนวอนและขอพร เพื่อรอความช่วยเหลือจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ให้เข้ามาช่วยเหลือหรือดลบันดาลให้ เพื่อชำระล้างบาปอกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกายและจิตใจของตน 
 
ส่วนศาสนาพุทธนั้น พระพุทธองค์ทรงเน้นให้เข้ามาดูเถิด คือการลงมือพิสูจน์ค้นหาความจริง โดยการปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยตนเอง ไม่ต้องรอคอยหรือขอพรจากสิ่งภายนอกใดๆ
 
ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนนั้น เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ณ ภายในกายและจิตใจของตนเอง เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเห็นผลได้ไม่จำกัดกาล
 
ความแตกต่างอยู่ที่ความละเอียด ลึกซึ้ง และเข้าถึงได้ยากของข้อวัตรที่กำหนดไว้ให้ผู้ปฏิบัติตาม ต้องอาศัยความเพียรพยายามปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง เพื่อให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่แท้จริงในจิตใจของตนเอง จนจิตมีสติกำกับ สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ต่ออารมณ์กิเลสทั้งหลายที่เข้ามากระทบ ดังมีพระพุทธพจน์ว่า
 
"สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิ (สัมมาสมาธิ) ให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (ปัญญาญาณ) ดังนี้"
 
 
เจริญในธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต