การดูจิต แบบหลวงปู่ดูลย์

posted on 01 Apr 2012 20:13 by bhattara directory Knowledge
 
 
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ได้เกิดกระแสเรื่องการดูจิตในแบบที่นึกคิดกันขึ้นมาเอง โดยผู้ที่เพิ่งได้รับการฝึกฝนอบรมมา และผู้ที่ยังใหม่ต่อการปฏิบัติภาวนา มักเข้าใจไปเองว่า การปฏิบัติดูจิตของตนนั้น เป็นเรื่องทำได้ง่ายๆ สบายๆและลัดสั้น ไม่ต้องมีพื้นฐานมาจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาใดๆ มาก่อนเลย
 
ช่องทางแรกที่ทำให้รู้จักเรื่องการดูจิต เกิดมาจากเว็บบอร์ดต่างๆในอินเตอร์เนท หรือเกิดจากการแนะนำกันปากต่อปาก หรือคนใกล้ชิดแนะนำให้รู้จักผู้สอนการดูจิต
 
จนกลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธในปัจจุบัน ซึ่งเห็นเป็นเรื่องที่กระทำได้ง่ายๆ สะดวกสบาย เพียงให้จิตไหลไปตามอารมณ์ของตน โดยไม่ต้องใช้ความเพียรเพ่ง หรือเพียรพยายามในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาใดๆเลย
 
ซึ่งเป็นเรื่องผิดแผกไปจากความเป็นจริงของการฝึกฝนปฏิบัติในการดูจิต ตามแบบฉบับของพระพุทธองค์ หรือแบบฉบับของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน
 
การดูจิตในรุ่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เป็นแบบฉบับมาแต่ก่อนนั้น เป็นการเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ในเรื่องการปฏิบัติ โดยผู้ที่ฝึกฝนอบรมต้องมีพื้นฐานจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา มาจนชำนาญคล่องแคล่วในการเข้าสู่ความสงบตั้งมั่น มั่นคงของจิตได้อย่างรวดเร็ว
 
ดังจะได้ยกคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ในเรื่องการเจริญจิตโดย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ปรมาจารย์ทางด้านปฏิบัติดูจิตได้กล่าวไว้ ถึงวิธีการดูจิตเป็นหนึ่ง
 
"การบริกรรม "พุทโธ" เปล่า ๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียรทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อ ๆ ไป แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
 
ดังนั้น ในการนึก "พุทโธ" การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจนและความไม่ขาดสายของ "พุทโธ" จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
 
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบ ที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
 
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้น อย่าทำให้เสียเวลาและบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
 
เมื่อจิตค่อย ๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อยๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัวได้เร็ว
 
ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธก็จะขาดไปเอง พอคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้นๆ"
 
"บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครบริกรรมพุทโธ"
 
การฝึกฝนเรื่องดูจิตในยุคก่อนนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องมีพื้นฐานมาจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามา จนกระทั่งรู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงของตนว่า มีความแตกต่างไปจากอารมณ์จิตหรือที่เรียกว่าอาการของจิตอย่างไรบ้าง
 
ความสามารถแยกแยะนั้น ต้องเกิดจากการได้ปฏิบัติสัมมาสมาธิมาอย่างต่อเนื่องจริงจัง จนกระทั่งจิตของตน สามารถรวมลงเป็นหนึ่งเดียวสงบตั้งมั่น มั่นคงให้ได้ก่อน จึงจะทำให้การดูจิตของผู้ปฏิบัติไม่ติดข้องอยู่กับความรู้สึกนึกคิด หรือที่เรียกว่าอารมณ์จิต จนเข้าใจผิดๆไปว่า อารมณ์ว่างๆที่เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดของตัวเองที่สร้างขึ้นมา เป็นความว่างที่สามารถวางเฉยต่ออารมณ์ได้แล้ว นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจไปเองว่าเป็นอย่างนั้น
 
แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย เป็นความว่างที่เกิดจากความรู้สึกคุ้นชินต่ออารมณ์ที่ตนเองจดจำได้ ไม่ใช่เป็นความว่าง วางเฉยต่ออารมณ์ทั้งหลาย โดยจิตที่สงบตั้งมั่น มั่นคง มีพลังเพียงพอ ที่จะสลัดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดออกจากจิตได้
 
หลวงปู่ดูลย์ ท่านเองก็พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอันเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งยวด สำหรับการดูจิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
 
หลวงปู่ดูลย์ ท่านเน้นว่า "เพียรรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อย ๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้นๆ"
 
คำว่า ฐานนั้น หรือฐานที่ตั้งของสติ ที่หลวงปู่ดูลย์ท่านเน้น เพื่อให้เรารู้จักฐานนั้นอันเป็นที่ตั้งของสติ(ที่ฐานเดิม)ตลอดไป เป็นที่ๆ ระลึกรู้ดูจิตที่แท้จริง หรือระลึกรู้ดูจิตถูกต้องตามความเป็นจริง
 
ส่วนการดูจิตอย่างที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เป็นการตามดูอาการของจิตหรือเงาของจิตเสียมากกว่า เมื่อดูบ่อยๆ เนืองๆและไหลไปตามอารมณ์จิตบ่อยครั้งเข้า ก็รู้จักกับอาการของจิตเป็นอย่างดี
 
ถามว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไรหรือไม่ กับการดูจิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีขึ้น ขอตอบว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอะไรมากมาย แต่ขาดประโยชน์อันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการ "ดูจิต" ตามความเป็นจริงไปเท่านั้น
 
การดูจิตในปัจจุบันนี้ เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้จักอาการของจิตได้เร็วขึ้น เมื่อรู้อาการของจิตได้เร็วขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติเอง
 
เมื่อรู้อาการของจิตได้เร็วขึ้น แต่สลัดอารมณ์และอาการของจิตออกจากจิตไม่เป็น ได้แต่เปลี่ยนจากอารมณ์อกุศล(อาการของจิต) มาสู่อารมณ์ที่เป็นกุศล เรียกว่าเปลี่ยนความคิด เมื่อสามารถทำให้ได้บ่อยๆเนืองๆแล้ว ย่อมทำให้จิตคุ้นชินติดอยู่กับอารมณ์กุศลเพียงอย่างเดียว
 
เมื่อยิ่งคุ้นชินก็ย่อมกระด้างต่ออารมณ์กุศลนั้นๆ ที่ชาวบ้านเค้าเรียกว่า "ติดดีในดี"
 
ซึ่งแตกต่างจากที่หลวงปู่ดูลย์สอนไว้อย่างสิ้นเชิง ของหลวงปู่นั้นต้องมีกรรมฐานหรือฐานที่ตั้งการงานทางจิตให้ได้ก่อน เมื่อได้แล้วจึงมาดูพฤติแห่งจิต ในหมวดของจิตขณะที่อยู่ในชีวิตประจำวัน
 
หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า
 
"ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่ออารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไปมาดูที่จิตต่อไปอีก
 
ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอ ๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบ ๆ (รู้อยู่เห็นอยู่)
 
ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้นเพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจกริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง(จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)"
 
"ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ"
 
เห็นหรือยังว่า การปฏิบัตินั้น มีขั้นตอนที่ถูกต้องตามอริยมรรค ๘ จิตต้องมีฐานที่ตั้งของสติ หรือที่เรียกว่ากรรมฐานนั้น เพื่ออะไร?
 
เพื่อเป็นการหน่วงจิตให้จิตมีสติระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ(สติปัฏฐาน) เป็นการดูพฤติแห่งจิตหรือที่เรียกง่ายๆว่าดูกิริยาจิต เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้นก็รู้ อารมณ์ดับไปก็รู้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ภายนอกหรือภายใน
 
จิตย่อมมีที่ตั้งที่ฐานเดิมหรือฐานที่ตั้งของสติ ที่ต้องปฏิบัติฝึกฝนเอา เพื่อดูกิริยาอาการของจิตว่า หวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์เหล่านั้นหรือไม่? แล้วค่อยสลัดอารมณ์หรืออาการของจิตเหล่านั้นออกไปจากจิต จนกระทั่งจิตเป็นหนึ่งครับ
 
เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
 
ธรรมภูต