คำถามจากท่านธรรม ปีติ

กระผมมีข้อสงสัยอยู่บ้าง อาทิ คำว่า จิต ในหนังสือธรรมประทีป ๙ จริงๆ หมายถึง ใจ ในความหมายหรือไม่ เพราะในเอกสารฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุธโธ ที่หลวงปู่เทสก์ ท่านสอน (หน้า 5 บรรทัด 8 ) ระบุตอนหนึ่งว่า

....ในที่นี้พึงทำความเข้าใจเสียก่อนว่า จิต กับ ใจ มิใช่อันเดียวกัน จิต เป็นผู้นึกคิดปรุงแต่งสัญญาอารมณ์สรรพสิ่งทั้งปวงใจ เป็นผู้อยู่นิ่งเฉยๆ เพียงแต่รู้ว่านิ่งเฉยๆ ไม่มีนึกคิดปรุงแต่งอะไรอีกเลย...

อีกตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า (หน้า 5 บรรทัด 18) ...ถ้าไม่มีใจ จิตก็ไม่มี จิตเป็นอาการ ใจไม่มีอาการ...

กระผมเองยังเป็นผู้พยายามศึกษา เลยใคร่รู้ตรงที่สงสัย ยิ่งในหนังสือ ธรรมะประทีป ๙ แจงต่อว่า จิตไม่มีการเกิดดับก็ยิ่งชวนให้น่าสนใจว่า กฎไตรลักษณ์ ที่ว่าสรรพสิ่งทุกอย่างล้วน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน แต่เหตุใด จิตจึงคงอยู่เป็นนิรันดร์

.............................................................................................................................................

 
เรื่องจิตเรื่องใจนั้น เป็นที่สับสนกันอย่างมากพอสมควรสำหรับผู้ที่ยังใหม่อยู่ ทั้งสองคำนี้ล้วนเป็นไวพจน์ (คำที่ใช้แทนกันได้) การที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายท่านได้พยายามแยกให้เข้าใจในความหมายของคำทั้งสองนั้น สืบเนื่องจากในแต่ละประชุมชนมีความเข้าใจในเรื่องนี้แตกต่างกันออกไประหว่างคำว่า "จิต" และคำว่า "ใจ"
 
ส่วนในความหมายที่ท่านอาจารย์หลวงปู่เทสก์ให้ไว้นั้น เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึง อาการที่เกิดขึ้น(เกิด-ดับ) กับ "ธาตุรู้" ซึ่งเป็นแม่ธาตุ ที่ไม่มีปัจจัยใดๆ ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา (มีพระพุทธพจน์รับรองไว้) เช่นเดียวกับแม่ธาตุอีก ๕ ที่ประชุมรวมตัวกันเข้า ทำให้เกิดรูปร่างกายที่มีชีวิตเป็นปัจจัยรวมเรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ขึ้นมา
 
ท่านอาจารย์หลวงปู่เทสก์ได้ให้คำว่า "จิต" เป็นอาการที่ปรุงแต่งนึกคิดในเรื่องราวต่างๆ ส่วนคำว่า "ใจ" นั้น ดำรงสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้(รู้สักแต่ว่ารู้) ซึ่งมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกหลายท่านก็ใช้จิตเป็นอาการของใจเช่นกัน แต่ก็ยังมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกหลายท่านเช่นกัน ที่ให้คำว่า "ใจ" เป็นอาการปรุงแต่งนึกคิด(ชอบใจ แค้นใจ)เรื่องราวต่างๆ ส่วนคำว่า"จิต" เป็นตัวรู้ที่บริสุทธิ์หลุดพ้นนั้น เป็นผู้รู้อยู่นิ่งเฉยๆ เพียงแต่รู้ว่านิ่งเฉยๆ ไม่มีนึกคิดปรุงแต่งอะไรอีกเลย ตามที่พระพุทธองค์ได้มีพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ ซึ่งไม่มีผลทำให้การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาของผู้นั้นติดขัดมีปัญหาขึ้นมาได้
 
เมื่อพิจารณาให้รอบคอบจะเห็นได้ว่าสามารถใช้แทนกันได้ ในเมื่อมีธาตุรู้ยืนตัวรู้อยู่ เป็นประธานของเหตุแห่งธรรมกรรมต่างๆ ทั้งหลายอยู่นั้น เราจะเรียกธาตุรู้ว่าจิตก็ได้ ใจก็ได้ มโนก็ได้ ฯลฯ ขอให้มีประธานที่จะมารับรองเหตุแห่งธรรมกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น
 
เมื่อมีธาตุรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อรู้ก็ต้องมีการรู้ถูกตามความเป็นจริง หรือการรู้ผิดไปจากความเป็นจริงเกิดขึ้นกับผู้รู้ เรื่องรู้ถูกนั้นขอยกไว้ก่อน มาว่ากันที่เรื่องรู้ผิดเพราะอะไร? เพราะมีอวิชชาครอบงำจิตทำให้หลง จึงไม่รู้จักอริยสัจตามความเป็นจริง เช่น เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่านั่นไม่ใช่ทุกข์ ไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์ฯ ไม่เห็นทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ฯ ไม่รู้จักการดับทุกข์ที่แท้จริง
 
อารมณ์จิตจึงเกิดดับไปตามสิ่งที่จิตรู้และเข้าไปยึดถือเอาไว้เป็นของๆ ตน เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตจึงเข้ายึดถือเอาสกลกายที่มีชีวิตเป็นปัจจัย ที่เรียกว่าขันธ์ ๕ นั้น ว่า นั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตน (อัตตา) ของเรา และต้องเข้าใจคำว่า "อนัตตาธรรม" ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงให้ได้เสียก่อน
 
คำว่า "อนัตตา" นั้นหมายถึง "ไม่ใช่ตัวตน" จึงต่างจากคำว่า "ไม่มีตัวตน" ไปเป็นคนละเรื่องกันเลยที่เดียว คำว่าไม่มีตัวตนนั้น แสดงว่า สิ่งนั้นไม่เคยมีปรากฏอยู่(จริง) ก่อนหน้านั้นเลย เราจึงเรียก สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงนั้นว่า ไม่มีตัวตน (ติต่างกันขึ้นมาเอง) คือเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงไม่ว่าขณะใดๆ ก็ตามเป็นเรื่องโกหกพกลมแต่งกันเอาเอง
 
ต่างจากอนัตตาธรรม (อนัตตลักขณสูตร) ในกฏแห่งพระไตรลักษณ์ที่แปลว่า "นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อมีที่ไม่ใช่แล้ว ที่ใช่หละต้องมีเป็นของคู่กันเป็นทวินิยม คือเป็นเรื่องในโลกที่ต้องมีของคู่กันเป็นธรรมดา
 
ถ้าเราได้อ่านพระไตรปิฎกในพระสูตรต่างๆ จะสังเกตได้ว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงอนัตตาธรรมทุกครั้งนั้น ในบริบทก่อนหน้าอนัตตาธรรมทุกครั้งเช่นกัน พระพุทธองค์จะทรงตรัสถึงเรื่องสัพเพสังขารา หรือขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ทั้งหมด (สังขารหรือขันธ์๕) ล้วนเป็นอนัตตา อะไรที่เป็นอนัตตาธรรมนั้น ล้วนเป็นที่พึงพาอาศัยไม่ได้ เราจึงต้องกระทำที่พึงแก่ตน คือเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
 
พระพุทธองค์ไม่เคยทรงตรัสไว้ในที่ใดๆเลยว่า "จิตเที่ยงอยู่เป็นนิจนิรันดร์" เพราะจะไปเข้ากับลัทธิของพวกพราหมณ์เรื่อง "จิตเที่ยง" ในความหมายคือ จิตเที่ยงที่เคยเกิดเป็นอะไร เมื่อตายลงไป จิตก็จะกลับมาเกิดใหม่เป็นเช่นนั้นอีกตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลงเป็นนิจนิรันดร์
 
ฉะนั้น จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงตรัสแต่ จิตบริสุทธิ์คงที่แล้ว จิตบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งเป็นจิตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามอุปกิเลส หรืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลาย ที่เข้ามากระทบหรือครอบงำจิตได้อีกแล้ว หรือที่เรียกว่าอกุปปธรรมนั่นเอง
 
ส่วนว่าจะเที่ยงเป็นนิจนิรันดร์หรือไม่นั้น พระพุทธองค์ไม่เคยทรงกล่าวถึงเลย เป็นเรื่องที่พวกเราไปตีความกันเอาเอง จากพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ว่า "พระโสดาบันนั้น เป็นผู้เที่ยงตรงต่อพระนิพพานแล้ว" เลยตีความกันเอาเองว่า จิตเที่ยงเป็นนิจนิรันดร์
 
มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า จิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นดีแล้วเป็นจิตคงที่ (อกุปปธรรม) จนกลายเป็นอมตะธรรม อมตะธาตุไปแล้ว คือเป็นธรรมที่ไม่ตาย ส่วนนานวันไปนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าตีความไปกันเองเลย
 
เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
 
ธรรมภูต