เมื่อกล่าวถึง โอวาทปาติโมกข์ ย่อมเป็นที่รู้กันว่า คือ หัวใจพระพุทธศาสนา
 
คำว่า "หัวใจ" นั้น ในความหมายทั่วๆไป เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่า สิ่งนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนหรือเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในเรื่องนั้นๆ สามารถควบคุมทำให้เกิดผลที่ต้องการขึ้นมาได้ และไม่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง
 
พระพุทธองค์จึงได้ทรงบัญญัติและย่นย่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ลงเหลือเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เพื่อนำไปปฏิบัติ ให้เกิดผลคือความรู้แจ้งเห็นจริงได้
 
พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น เป็นธรรมอันละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ลุ่มลึกและเข้าถึงได้โดยยาก เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นบัณฑิต จึงจะเข้าใจและรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ไม่ใช่ธรรมที่อาศัยเพียงแค่ความรู้สึกนึกคิดขึ้นเองที่ตกผลึกแล้ว หรือง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้นตามที่เข้าใจกันทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นธรรมที่เกิดจากสัญญาอารมณ์ ความจำได้หมายรู้ของตนเองว่าเป็นอย่างนั้น
 
ส่วนพระธรรมในโอวาทปาติโมกข์ เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงสรุปเอาไว้ เป็นสิ่งต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เป็นการปฏิบัติทางจิตล้วนๆ จนจิตมีกำลังสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงขึ้นมาได้
 
ซึ่งแสดงชัดว่าโอวาทปาติโมกข์นี้ ไม่ใช่เป็นธรรมะที่สบายๆ ง่ายๆ ลัดสั้นตามที่เข้าใจ เป็นธรรมที่ต้องเริ่มดำเนินการไปตามองค์ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงวางหลักและสั่งสอนไว้ สามารถทำให้ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางคำสั่งสอนในโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธองค์ จิตสะอาดบริสุทธิ์หลุดไปจนถึงฝั่ง พ้นจากห้วงแห่งทุกข์ คือ ราคะ โทสะ โมหะได้
 
จึงได้มีการรับรองถึงความสำคัญในหัวข้อแห่งธรรมนั้น คือ หัวใจพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ได้ทรงย่นย่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทั้งหมดลงเหลือเพียง
 
๑.ละความชั่ว
๒.สร้างความดี
๓.ชำระจิตใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย
 
มีพระบาลีดังนี้
 
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สมโณ โหติ ปรํ วิเหธยนฺโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำความดีให้ถึงพร้อม
สจิตฺต ปริโยทปนํ การทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
เอตํ พุทฺธานสาสนํ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา
 
อนูปวาโท อนูปฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
ปาติโมกฺเข จ สํวโร การสำรวมในปาติโมกข์
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค
ปนฺตญฺจ สยนาสนํ การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด
อธิ จิตฺเต จ อาโยโค ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง
เอตํ พุทฺธานสาสนนฺติ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
 
เมื่อมาพิจารณาจากพระบาลี จะเห็นว่าล้วนเป็นเรื่องการพัฒนาจิตใจของตนเอง ที่ต้องหมั่นฝึกฝนอบรมและชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า "อธิจิตเต" คือการมีจิตอันยิ่ง กว่าจิตธรรมดาทั่วๆไป ที่ยังติดข้องหมองใจอยู่กับเรื่องราคะ โทสะ โมหะ
 
อธิจิตเตนั้น เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว จากราคะ โทสะ โมหะ จะมาทำให้จิตใจลุ่มหลงไม่ได้อีกแล้ว และทางเดินเพื่อให้เข้าถึงอธิจิตเตนั้น มีทางนี้ทางเดียว หรือเรียกว่าทางอันเอก นั่นคือ อริยมรรค (ทางเดินของจิตสู่ความเป็นอริยะ) มีองค์แปด
 
เมื่อมาสอบสวนเทียบเคียงกับอริยมรรค ๘ ให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา" ในข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ ล้วนเป็นหัวข้อธรรมที่มีใน สัมมาวายามะ ซึ่งอยู่ในหมวดแห่งสมาธิในอริยมรรค ๘ ดังพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้
 
สัมมาวายามะ เป็นไฉน
 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดฉันทะพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว
 
อันนี้เรียกว่า สัมมาวายามะ ฯ
 
จะเห็นได้ว่า เป็นการปรารภความเพียร ประคองจิตใจของตน เพื่อละชั่วทั้งหลายให้หมดไป และทำความดีให้ยิ่งๆขึ้น นั่นเอง
 
ส่วน "หัวใจพระพุทธศาสนา" ในข้อที่ ๓ นั้น เป็นการรวมตัวของหมวดสมาธิ อันมี สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จนจิตใจมีกำลังสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิ และนำจิตใจที่มีกำลังนั้น ตรึกธรรมที่มีมาเฉพาะหน้าในขณะนั้นๆ ทั้งหมวดกาย เวทนา จิตและธรรม จนจิตใจสะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้น ดังนี้
 
เจริญในธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต