ในปัจจุบัน การศึกษาเรื่องจิตของตน ที่เราเรียกกันว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ฯลฯ จิตเป็นต้นนั้น ล้วนเป็นจิตสังขาร ซึ่งเป็นจิตที่ได้เสียคุณภาพไปแล้ว เป็นจิตที่ได้รับการผสม (ปรุงแต่ง) กับอารมณ์ความรู้สึกนึกต่างๆ ที่เข้ามาสู่จิตของตน
 
เมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกนึกต่างๆ เข้ามาปรุงแต่งจิต จิตของตนย่อมเสียคุณภาพ และแสดงอาการต่างๆ ตามชนิดของอารมณ์ที่เข้ามากระทบ เป็นการตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด หรือที่เรียกว่า อาการของจิต หรือจิตสังขาร หรือเงาของจิต
 
จนมีความเข้าใจผิดไปตามตำราว่า จิตของตน ที่เข้าไปยึดถือเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นั้น ได้เกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นด้วย ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เกิด-ดับตามไปด้วยนั้น เป็นเพียงอาการของจิตชนิดต่างๆ เกิด-ดับไปตามอารมณ์ที่เข้ามาผสม
 
เพราะผู้ศึกษายังไม่เคยได้สัมผัสหรือรู้จักสภาวะธรรมที่แท้จริงของจิต ซึ่งเดิมนั้นเป็นเพียงธาตุรู้ แต่ที่เศร้าหมอง เหตุเพราะมีกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง จนทำให้จิตเสียคุณภาพไป
 
การจะทำให้จิตมีคุณภาพสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้นั้น ต้องเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้วเท่านั้น โดยการสร้างสติให้จิตของตนมีคุณภาพสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ อาศัยความเพียร (สัมมาวายามะ) ประคองจิตไม่ให้หวั่นไหวต่อกิเลสทั้งหลาย
 
อริยมรรค ๘ ซึ่งเป็นทางเดินของจิต เพื่อนำจิตไปสู่ความเป็นอริยบุคคล หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศีล (งามในเบื้องต้น) สมาธิ (งามในเบื้องกลาง) ปัญญา (งามในที่สุด) นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติควรต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ว่าควรเริ่มต้นปฏิบัติอริยมรรค ๘ จากหมวดไหน? อย่างไร? จึงจะนำตนเองไปสู่ความหลุดพ้น ที่เป็นสัมมาปฏิบัติได้จริง
 
มักมีความเข้าใจกันแบบผิดๆ ในหมู่ผู้ศึกษาและปฏิบัติว่า ต้องเริ่มปฏิบัติที่หมวดปัญญา อันมีสัมมาทิฐิก่อน สืบเนื่องจากตำราที่รจนาขึ้นมาในภายหลังกล่าวไว้เช่นนั้น โดยขาดการพิจารณาให้รอบคอบตามความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่?
 
ในเมื่อตนเองยังไม่รู้จักสภาวะธรรมที่ถูกต้องตามความเป็นจริง อันเกิดจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ที่เรียกว่ามีความเห็นชอบในสภาวะธรรมนั้น จนจิตของตนมีกำลังสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิแล้ว ความเห็นชอบตามความเป็นจริงจึงจะเกิดขึ้นได้
 
ในปัจจุบันมีความเข้าใจกันไปเองว่า ต้องมีปัญญาคือสัมมาทิฐิเสียก่อน จึงจะปฏิบัติมรรคในหมวดอื่นๆ ได้ถูกต้องนั้น เป็นความเข้าใจผิดกันไปเอง เป็นแบบตีความกันเอาเองจากพระสูตร
 
ซึ่งความจริงพระสูตรก็ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย หากร้อยเรียงพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ในแต่ละพระสูตรที่เชื่อมโยงกัน ก็จะเห็นภาพของการที่จะนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
 
"เราเวียนว่ายเข้าไปในภพน้อยใหญ่อันยาวนานนับไม่ถ้วนนั้น
เพราะไม่รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง"
 
พระพุทธพจน์นี้ก็ชัดๆ แล้วว่า เพราะพระพุทธองค์ไม่เคยสัมผัส หรือเข้าถึงสภาวะธรรมที่แท้จริงในอริยสัจ ๔ จากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา จึงทำให้พระพุทธองค์ต้องเวียนว่ายเข้าไปภพน้อยใหญ่อันยาวนานนับไม่ถ้วน
 
ต่อด้วยพระพุทธพจน์ใน สมาธิสูตร นำมารองรับพระพุทธพจน์ข้างต้น ให้เห็นถึงสภาวะธรรมที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอน เพื่อให้เกิดรู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ดังนี้
 
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
 
ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า?
รู้เห็นตามความเป็นจริงซึ่งความจริงอันประเสริฐว่า
นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์"
 
(อ้างอิง มหาวาร สํ ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔ ฉบับสยามรัฐ)
 
จากพระพุทธพจน์ในสมาธิสูตรนี้ ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆเลยว่า บุคคลที่จิตมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมมีสัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) คือเป็นผู้รู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ ส่วนบุคคลที่ไม่รู้จักวิธีที่ทำให้จิตของตนมีกำลังสติสงบตั้งมั่นเป็นสมาธินั้น ย่อมไม่อาจเกิดสัมมาทิฐิขึ้นมาได้
 
โดยมากมักเป็นการคิดกันไปเองว่า ตนเองนั้นได้สัมมาทิฐิแล้ว ซึ่งแท้ที่จริง เป็นเพียงทิฐิความเชื่อถือศรัทธาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือเรียกว่ามีทิฐิถูกตรงต่อพระพุทธศาสนาจากการอ่าน จำ นึกคิดขึ้นมาเองเท่านั้น
 
ส่วนจะเป็นสัมมาทิฐิที่เป็นความเห็นชอบตามความเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่เรียกว่า สติปัฏฐาน "กายในกาย ฯลฯ อันเป็นธรรม ณ.ภายใน" ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ เมื่อรู้จักเหตุ ย่อมกำหนดรู้ทุกข์ได้ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ควรละเหตุแห่งทุกข์นั้นเสีย
 
เมื่อผู้ปฏิบัติรู้จักสิ่งที่ใช่แล้ว ย่อมปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่ได้ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือที่เรียกว่าความเห็นชอบ คือ รู้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อมีความเห็นชอบ (สัมมาทิฐิ) ที่เป็นประธานในมรรคอีก ๗ องค์ที่เหลือ ย่อมจัดแจงมรรคองค์ต่างๆ หรือเรื่องราวต่างๆ ได้เหมาะสมลงตัว
 
ดังมีพระพุทธพจน์รับรองมาในมหาจัตตารีสกสูตรดังนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
 
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ"
 
(เนื้อความพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๓๗๒๔-๓๙๒๓ หน้า ๑๕๘-๑๖๖)
 
 
การศึกษาธรรมะนั้น เมื่อรู้มาอย่างถูกต้อง ก็ต้องลงมือภาคปฏิบัติควบคู่ไปด้วย หรือที่เรียกว่า "สมาทานอย่างเต็มที่" เพื่อเป็นการพิสูจน์ ความเห็นที่คิดว่าถูกนั้น ให้เป็นความเห็นชอบตามความเป็นจริง จึงจักเข้าสู่กระแสธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นได้
 
เจริญในธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต