ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เรื่องการรู้จักจิตผิดๆ ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนา ผิดตามไปด้วยตลอดแนวนั้น ก็เป็นที่เด่นชัดแล้วว่า คนส่วนใหญ่ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่นั้น ยังรู้จักจิตผิดไปจากความเป็นจริง เป็นการรู้จักจิตแบบจดจำมาจากตำรับตำรา ที่มีผู้เขียนได้รจนาขึ้นมาในภายหลังอย่างมากมายหลายเวอร์ชั่นเพื่อให้ศึกษา โดยที่ผู้เขียนเองก็ไม่เคยเข้าถึงสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงมาก่อนเลยเช่นกัน หรือเพียงได้ยินได้ฟังมาจากอัตโนมัติอาจารย์ (ผู้ที่น่าเชื่อถือ) ที่ท่าทางดูดี มีมารยาท พูดจาไพเราะ มีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือ จึงเชื่อถือไปโดยไม่เคยนำกลับมาพิจารณาให้รอบคอบว่าเป็นไปได้แค่ไหน?
 
อัตโนมัติอาจารย์ (ผู้ที่น่าเชื่อถือ) บางท่าน ตัวท่านเองก็ยังไม่เข้าใจเรื่องสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงดีพอ ท่านเองก็รู้จักเรื่องจิตมาจากการจดจำจากตำรับตำราหรือปฏิบัติมาบ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แล้วนำมาขบคิดพิจารณาไปตามนั้นต่อ จนตกผลึกทางความคิดที่ตนเองมีมติเห็นเป็นอย่างนั้น จึงนำเอามาสอนโดยแอบอ้างว่า ความรู้ที่นำมาสอนเหล่านั้น เป็นความรู้ที่เกิดจากผลแห่งการปฏิบัติภาวนาของตนเอง โดยไม่เคยสนใจที่จะนำมาสอบสวน เปรียบเทียบ เทียบเคียงกับพระพุทธพจน์ หรือคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" ก่อนเลย
 
และที่มีการสอนอยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นการสอนแบบนำเอาความรู้สึกนึกคิดในทางโลก มาเป็นแนวทางในการสอน เพื่อชี้นำให้คล้อยตามได้ง่าย ถ้าผู้ฟังมีความเชื่อถือในตัวผู้สอนอยู่ก่อนแล้ว ย่อมคล้อยตามไปได้ โดยที่ไม่เคยนำกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า คำสอนเหล่านั้นมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือหรือไม่ ในส่วนที่ตนเองฟังไม่เข้าใจหรือรู้สึกกำกวม ก็พาลคิดเองเออเองไปว่า เพราะภูมิธรรมของตนยังมีไม่ถึง
 
ซึ่งความจริงแล้ว ผู้พูดเองก็พูดวกไปเวียนมาเหมือนน้ำในอ่าง มีข้อให้สงสัยเกิดขึ้นมาตลอดเวลาในคำสอนเหล่านั้นเช่นกัน เมื่อฟังๆ ไปเราจะรู้สึกได้ว่า คำสอนเหล่านั้นมีการขัดแย้งกันเองในตัว ประเดี๋ยวมี ประเดี๋ยวไม่มี ประเดี๋ยวใช่ ประเดี๋ยวไม่ใช่ ที่ใช่ก็ไม่มี ที่มีก็ไม่ใช่ เมื่อถูกซักถามด้วยความสงสัย ก็จะได้รับคำตอบว่าสงสัยก็ให้รู้ว่าสงสัย คือเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าหยุดถามได้แล้ว เอาเวลาไปดูกายดูใจตนเองเถอะ เพื่อจะได้รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในทางโลก
 
ซึ่งเป็นเรื่องของโลกล้วนๆ การรู้เห็นสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นเครื่องตัดสินถูกผิดเท่านั้น เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่รู้เห็นตามความเป็นจริงในหลักธรรมอริยสัจ ๔ เลย แถมยังย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าไปดัดแปลงจิต มันจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป เพียงแต่ให้ตามรู้ไปเรื่อยๆ ก็พอ
 
ซึ่งสิ่งที่พูดมานั้น เป็นความคิดเห็นของผู้สอนที่เข้าใจผิดไปเองว่า จิตเป็นตัวทุกข์ จึงไม่ให้เข้าไปดัดแปลงจิต ไม่ใช่เป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริงของจิตเลย เป็นการปล่อยให้จิตไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่จิตเข้าไปยึดถือ เป็นการดัดแปลงจิตหรือปล่อยให้จิตเสียคุณภาพไป เป็นทุกข์ อึดอัด ขัดข้องไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว
 
ตัวอย่างเช่น คนที่มีนิสัย มักโลภ มักโกรธ มักหลง ฯลฯ นั้น ควรที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติจะต้องมีการฝึกฝนอบรมและพัฒนาจิตให้รู้จักวิธีขจัดขัดเกลา สละ สลัดคืน ปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่กำลังยึดถืออยู่นั้นออกไปจากจิตใช่หรือไม่???
 
ควรหรือที่จะปล่อยให้จิตเป็นไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ อยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องไปดัดแปลงจิต ตามที่ผู้สอนท่านนั้นสอนไว้ โดยที่ไม่ต้องมีการฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตให้มีภูมิธรรมสูงขึ้น แต่กลับปล่อยให้จิตเป็นไปหรือไหลไปตามยถากรรมของตนเอง ซึ่งไม่มีทางที่จิตจะพ้นทุกข์ไปได้เลย
 
สิ่งที่ไม่ควรเข้าไปดัดแปลงเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น คือตัวทุกข์ต่างหาก เป็นสิ่งที่เราไม่ควรเสียเวลาเข้าไปดัดแปลงทุกข์ เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่ดัดแปลงไม่ได้เลย
 
 
ทุกข์เป็นของคู่โลก มีอยู่ก่อนนานมาแล้ว นอกจากเราต้องปฏิบัติฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตของตน ให้รู้จักวิธีละเหตุแห่งทุกข์ให้ได้ เมื่อละเหตุแห่งทุกข์ได้ จิตก็จะไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้นที่จิตของตน จิตก็อยู่ส่วนจิต ทุกข์ก็อยู่ส่วนทุกข์ ดัดแปลงไม่ได้
 
แต่จิตที่ปฏิบัติฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว ย่อมไม่เป็นทุกข์ไปกับอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้น นี่จึงจะเป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริงในหลักธรรมอริยสัจ ๔ ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรกระทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญให้เข้าถึงพร้อม
 
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องการปฏิบัติทางจิตหรือทางเดินของจิตทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตของตนให้หลุดพ้นจากอวิชชาที่เข้ามาครอบงำจิตไว้
 
ดังที่ได้เคยกล่าวไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ เรื่องการดูจิตให้เข้าถึงอธิจิตสิกขาว่า การดูกายดูใจตนเองในเวลาปรกตินั้น เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือที่เรียกว่าอินทรีย์สังวร (ละชั่ว ทำดี) ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนปฏิบัติอธิศีลสิกขาเท่านั้น ยังไม่ถึงกับเป็นการรู้เห็นสภาวะธรรมของจิตตามความเป็นจริงในขั้นของอธิจิตสิกขาเลย เป็นเพียงการฝึกสร้างสัญญาเจตนา หรือที่เรียกว่าคอยระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น เป็นการรู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเองตามที่เป็นจริง
 
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้น ตนเองก็ยังไม่ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสภาวะที่เป็นจริงเหล่านั้นเลย จิตก็ยังมีความสับสน วุ่นวาย ซัดส่าย หวั่นไหวไปกับสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นมาเหล่านั้น โดยที่ตนเองยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำไป เพียงแต่มาระลึกรู้ได้ในภายหลัง จากที่จิตได้เสวยอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดเข้าไปแล้ว
 
แบบที่มีสอนมาดังกล่าวนี้ เราไม่เรียกว่าเป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง ตามหลักธรรมอริยสัจ ๔ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว
 
การรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริงนั้น จิตอาจจะไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงไปด้วยเลย เพราะจิตใจของตนเองก็ยัง สับสน วุ่นวาย ซัดส่าย หวั่นไหว ไปตามอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นอยู่นั้น โดยที่ตนเองก็รู้ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ตามกำลังสติ สมาธิ ปัญญาของตน และหรือในบางครั้งถึงกับไม่รู้สึกตัวเอาเสียเลยด้วยซ้ำไป ว่าได้มีการสนองตอบตามอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นแล้ว
 
นี่หรือที่สอนกันว่ารู้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ทั้งๆที่ไม่สามารถที่จะควบคุมจิตและอาการของจิตให้สงบระงับลงได้ เมื่อกระทบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ก็ยินดี ยินร้ายตาม เมื่อยังไม่สามารถควบคุมจิตและอาการของจิตที่ สับสน วุ่นวาย ซัดส่าย หวั่นไหวไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดยินดียินร้ายได้ เราไม่เรียกว่ารู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔
 
การที่จะรู้เห็นตามความเป็นจริงได้นั้น เราต้องสามารถควบคุมจิตและอาการของจิต ไม่ให้สับสน วุ่นวาย ซัดส่าย หวั่นไหวไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดยินดียินร้าย สามารถประคองจิตให้สงบราบคาบลงได้ทันที ที่จิตกระทบกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดยินดียินร้าย หรืออย่างน้อยๆต้องเห็นอาการของจิตที่ สับสน วุ่นวาย ซัดส่าย หวั่นไหวได้อย่างชัดเจนทุกครั้ง ที่จิตกระทบอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดยินดียินร้าย และทำให้สงบราบคาบลงได้ ในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว จิตสงบตั้งมั่นขึ้นมาเป็นลำดับ ตามกำลังสติ สมาธิ ปัญญาที่ได้ปฏิบัติฝึกฝนอบรมมาแล้ว..
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงมุ่งสั่งสอนสังคม และพระสาวกให้ปฏิบัติสมาธิตลอดเวลา ดังพุทธพจน์ที่มีมาว่า
 
"สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้"
 
ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิจนบรรลุฌาน ๔ แล้ว จิตย่อมสงบ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อ่อน ควรแก่การงาน และย่อมรู้เห็นชัดด้วยตนเองว่า อารมณ์และนิมิตหมายของอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาปรุงแต่งจิตให้ซัดส่ายวุ่นวายกระสับกระส่าย รวมทั้งรูปร่างกายและลมหายใจนั้น ได้ถูกละวางออกจากความยึดถือหมดแล้ว คงเหลือแต่ "ธาตุรู้" ทรงตัวรู้อย่างแจ่มใสอยู่เท่านั้น ไม่มีความรู้สึกเสียดแทงจิตใจใดๆหลงเหลืออยู่
 
สภาวะดังกล่าวนี้ จะยังคงดำรงตัวอยู่ตลอดไปตราบที่ผู้ปฏิบัติยังมีเจตนาปฏิบัติสมาธิอยู่ และย่อมเกิด สัมมาทิฐิ รู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้
 
๑.เห็นสภาพกระสับกระส่ายวุ่นวายของจิต เมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบแต่ละครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เป็น ทุกข์ ไม่ต้องดัดแปลง (ทุกข์)
 
๒.เห็นสภาพเดิมอันสงบประณีตของจิตตนเอง เมื่อได้สลัดปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตต่างๆ ออกไปได้อย่างสิ้นเชิงแล้วว่า ไม่ทุกข์  (นิโรธ)
 
๓.ถ้าปล่อยให้จิตแลบออกไปจากฐานที่ตั้งสติเมื่อใด สภาพวุ่นวายกระสับกระส่าย หรือทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที จิตเมื่อแลบออกไปจากฐานนี้แล้ว ที่จะไม่ทุกข์นั้น,ไม่มีเลย ดังนั้น การแลบของจิต จึงเป็น สมุทัย เหตุแห่งทุกข์  (สมุทัย)
 
๔.ถ้าพรากจิตออกจากอารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายให้กลับมาตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติอย่างคล่องแคล่ว และแนบแน่นได้สำเร็จเมื่อใด ความวุ่นวายกระสับกระส่ายหรือทุกข์ย่อมดับไปเมื่อนั้นทันที ดังนั้น การพรากจิตให้ออกจาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดกลับมาตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ จึงเป็น ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ (มรรค)
 
ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นชัดด้วยตนเองว่า การพรากจิตหรือการดึงจิตออกจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดให้กลับมาตั้งไว้ ณ ฐานที่ตั้งสติเพียงประการเดียวเท่านั้น จิตก็จะสงบราบเรียบ และทุกข์ก็จะดับไปหมดสิ้น นี้จึงจะเรียกว่า "รู้เห็นตามความเป็นจริง" ในพระพุทธศาสนา
 
เจริญในธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต