เมื่อพูดถึง สันตติธรรม นักปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาทั้งหลายควรต้องรู้จัก และพยายามประคองจิตของตนให้มีสติสงบตั้งมั่นต่อเนื่องเนืองๆ เป็น สันตติธรรม (ชาคโร) โดยอาศัยหลักของสติปัฏฐานในการอบรมสมาธิกรรมฐานภาวนาเพื่อประคองจิตของตน ให้มีฐานที่ตั้งของสติ เพื่อให้จิตของตนมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ
 
คำว่า สติปัฏฐาน คือ การมีฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่ ณ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม
 
เมื่อนำสภาวะธรรมทั้งหลายของสติปัฏฐานและสันตติ มาสอบสวนเทียบเคียง มาพิจารณาแล้ว ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา จะรู้เห็นได้ว่า ลงกันอย่างเหมาะเจาะโดยไม่ต้องตีความใดๆ เลย เพราะ คุณลักษณะของสันตติ นั้น ได้บ่งบอกไว้แล้วอย่างชัดเจน คือ
 
๑. มีการเจริญอยู่ เป็นลักษณะ
๒. มีการสืบต่อ เป็นกิจ
๓. มีการไม่ขาดจากกัน เป็นผล
๔. มีรูปที่ยังให้ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุใกล้
 
อันล้วนเป็นคุณลักษณะเฉพาะของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อให้จิตมีสติสงบต่อเนื่องเป็นสมาธิ ลองเทียบเคียงดู ก็จะเห็นว่า
 
มีการเจริญอยู่ เป็นลักษณะ คือ การประคองจิตให้เจริญอยู่กับองค์ภาวนา อย่าให้เสื่อม หลุดออกจาก หรือ เผลอไปจากองค์ภาวนา และ มีการสืบต่อ เป็นกิจ ที่ต้องเพียรพยายามประคองให้สำเร็จต่อเนื่อง การที่มีความเพียรพยายามประคองจิตให้เจริญอยู่ที่องค์ภาวนาต่อเนื่อง หรือสืบต่อโดยไม่ขาดสายนั้น ตรงตามพระพุทธพจน์ที่แสดงไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ว่า
 
"เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า"
 
อันเป็นความสำเร็จของผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา รู้ชัดว่า ยังมีการเจริญอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก สืบต่อกันไปไม่ขาดสาย มีการไม่ขาดจากกัน เป็นผล และมีฐานที่ตั้งของสติอย่างมั่นคงสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีรูปที่ยังให้ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุใกล้
 
เมื่อเทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติแล้วจะเห็นได้ว่า ลงกันและนำไปปฏิบัติได้จริง
 
"การภาวนาจริงๆ สติจ่ออยู่กับจิต ปัญญารอบคอบตัวเองในเวลานั่งภาวนา ออกจากนั้นไป สติปัญญาก็รอบคอบในกิจการงานทั้งหลาย ไม่ค่อยผิดพลาด"
 
"สติสัมปชัญญะ ปัญญา และให้เพียรเสมอ คนนี้เรียกว่าสั่งสมตัวเองบำรุงตัวเอง จะค่อยเจริญรุ่งเรือง จิตยังไม่ตั้งรากฐานก็เถอะ ถ้าลงมีสติดีแล้ว ตั้งได้ๆ ไม่สงสัย ถ้าสติพลาด พลาดไปด้วยกันหมด สติเป็นของสำคัญมากในวงความเพียร พากันจำให้ดี"
 
(เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๙)
 
การมีสติจ่ออยู่กับจิตนั้น เป็นลักษณะการเจริญอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย (เพียรอยู่เสมอ) นั่นเอง เมื่อมีการเสื่อมเกิดขึ้น ก็ควรประคองจิตกลับมาตั้งขึ้น เพื่อยังให้เจริญอยู่สืบต่อไปไม่ขาดสาย เมื่อออกจากการนั่งภาวนานั้นแล้ว สติปัญญาก็ยังสืบต่อ ต่อเนื่องเนืองๆโดยไม่ขาดสาย การจะทำการงานอะไรก็ย่อมได้ผล ลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยไม่ผิดพลาด
 
แต่การจะเข้าใจเรื่องสันตติธรรมได้นั้น ต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจังจนมีฐานที่ตั้งของสติ
 
ปัจจุบันยังมีนักปฏิบัติธรรม และนักศึกษาธรรมรุ่นใหม่จำนวนมาก มักเข้าใจกันไปเองว่า การเกิดๆ-ดับๆของจิต ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วไปตามอารมณ์ ต่อเนื่องไม่ขาดสายนั้น เป็นสันตติธรรม โดยความเป็นจริงแล้ว เป็นคนละเรื่อง ที่จะเกิดขึ้นร่วมกันไม่ได้เลย เพราะสภาวะธรรมทั้งสองนั้น จะบังกันเอง
 
เมื่อนำสภาวะธรรมทั้งสองมาพิจารณาโดยลักษณะการแล้ว คำว่า "สันตติ" กับคำว่า "เกิด-ดับ" นั้นเป็นคนละเรื่อง นำมาใช้แทนกันไม่ได้เลย ลองพิจารณาด้วยจิตใจที่เป็นธรรม ยืนบนหลักเหตุผลที่ตริตรองตามได้ อย่าปล่อยให้อคติธรรมนำความคิดที่จะไปพิจารณาเสียก่อน
 
เราจะเห็นได้ตามความเป็นจริงว่า การ เกิด-ดับ นั้น ล้วนเป็นเรื่อง (สภาวะธรรม) ที่เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป เพราะมีเหตุปัจจัยใหม่มาปรุงแต่งในการเกิด-ดับทุกครั้งไปเช่นกัน ซึ่งผิดกับเรื่อง สันตติธรรม เป็นเรื่องที่ยังเจริญอยู่ไม่ปล่อยให้เสื่อม และยังต้องต่อเนื่องสืบต่อไปไม่ขาดสายโดยที่มีเงื่อนเค้าให้ปรากฏ
 
เริ่มจากคำว่า "เกิด" ลักษณะคือ สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านั้น เกิดขึ้นมา เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงเรียกว่า "เกิด"
 
คำว่า "ดับ" ลักษณะคือ สิ่งกำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่นั้น หมดเหตุปัจจัยปรุงแต่งต่อ และดับไป เราจึงเรียกว่า "ดับ"
 
เช่นก่อนหน้านี้ เรายังไม่ได้กระทบเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ แต่กระทบอยู่กับเหตุปัจจัยหรืออารมณ์อื่นอยู่ เมื่อกระทบเข้ากับอารมณ์โกรธ (เหตุปัจจัย) อาการโกรธก็เกิดขึ้น ในขณะที่อารมณ์ (เหตุปัจจัย) ที่มีอยู่ก่อนดับไป เพราะ "ในขณะจิตเดียวมีสองอารมณ์พร้อมกันไม่ได้" มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ และ "ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าจิต"
 
ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้น จากการเกิด-ดับของอารมณ์ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเข้ามากระทบ ที่เปลี่ยนไปนั้น ล้วนเป็นเหตุปัจจัยใหม่เข้ามาปรุงแต่งใหม่ทุกครั้งไป จะจัดเป็นลักษณะของการ ยังมีการเจริญอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ได้ เพราะการเจริญอยู่ต้องมีการสืบต่อเป็นกิจ และไม่ขาดสายเป็นผล โดยไม่ปล่อยให้เสื่อมไป มีเค้าเงื่อนที่เป็นเหตุใกล้ให้ติดตาม
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเกิดๆ ดับๆ จึงเป็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัย คนละเรื่องกับสันตติ ที่ยังมีการเจริญอยู่ โดยระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง และเสื่อมไปได้ในบางโอกาสที่เผลอ เมื่อเผลอหรือเสื่อมไป พอระลึกรู้ขึ้นมาได้ ก็กลับมาตั้งขึ้นเจริญอยู่สืบต่อไปได้โดยไม่ขาดสาย อย่าปล่อยให้เผลอไปอีก เคยเจริญสติมาอย่างไร ก็ควรเจริญต่อไปอย่างนั้นได้เลย โดยไม่ต้องรอให้สติตัวเก่าดับไปก่อนเลย ก็สติตัวเดิมนั่นแหละ แต่กระทำการเจริญให้ต่อเนื่องเป็นสันตติธรรม โดยมีฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องมั่นคงเท่านั้น
 
ท้ายสุดนี้ บทความที่เขียนขึ้นมานี้ เพียงเพื่อเปิดธรรมทัศน์ให้กว้างขว้างมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก โดยนำหลักเกณฑ์และเหตุผลที่ตริตรองตามความเป็นจริงได้ มาสอบสวนเทียบเคียงกับความหมายที่นำมาอ้างอิง อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อใดๆทั้งสิ้น ลองศึกษาทบทวนดูสักหลายๆรอบ แล้วลองนำไปสมาทานดูว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่? สงสัยสอบถามได้ด้วยเหตุผล ที่ชวนให้ผู้ฟังนำไปปฏิบัติได้ ให้เห็นผลที่เกิดขึ้น เพื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง
 
เจริญในธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต