ร่วมใจกันปฏิบัติบูชา น้อมถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขมาส
ฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
เมื่อเอ่ยถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี เราชาวพุทธทั้งหลายย่อมทราบกันดีว่า เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราชาวพุทธเคารพนับถือเป็นอย่างสูง
 
และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวโลกทั่วไป ด้วยเห็นความสำคัญในการอุบัติขึ้นมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร? เพราะพุทธปัญญาของพระองค์โดยแท้จริง ที่พระองค์ทรงออกผนวช และค้นพบสัจธรรมแห่งความหลุดพ้น คือ ธรรมอันเป็นความจริง ๔ ประการ เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความหลุดพ้นจากห้วงแห่งทุกข์ทั้งปวง หรือ อริยสัจ ๔ นั่นเอง อันประกอบด้วย ๑.ทุกข์ ๒.สมุทัย ๓.นิโรธ ๔.มรรค
 
โดยทั่วๆไปแล้ว จะเห็นเป็นเรื่องพื้นๆ ปกติธรรมดา ไม่เห็นว่าจะมีความสลักสำคัญตรงไหน? เป็นสิ่งที่คนทั้งหลายที่ให้ความสนใจ พอรู้พอเข้าใจได้บ้างว่า ยามเมื่อมีทุกข์ ก็ต้องหาวิธีขจัดทุกข์หรือดับทุกข์ที่มีอยู่นั้น ให้ออกไปหรือให้หมดไปเสีย เมื่อทุกข์ดับหรือพ้นจากทุกข์นั้นไปได้ แม้จะเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม ก็คิดไปเองว่าตนเองได้รู้หนทาง หรือรู้วิธีปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์หรือพ้นทุกข์นั้นได้แล้ว
 
ซึ่งเป็นการมองข้ามสัจจะความจริงที่ทับซ้อนซ่อนอยู่ ณ ภายใน เพราะเป็นเพียงการดับทุกข์หรือพ้นทุกข์ไปได้แบบชั่วครั้งชั่วคราว ที่พร้อมจะหวลกลับมาใหม่ได้ทุกเมื่อ หรือที่เรียกว่าได้รับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองไปในทางที่ตนเองต้องการเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ก็ยังคงไม่ได้หมดไปได้จริงๆตามนั้น แต่กลับสะสมหมักดองอยู่ที่จิตของตน เป็นอนุสัยสันดานมากยิ่งขึ้น
 
หลักธรรมชั้นสูงที่พระพุทธองค์ได้ทรงสู้อุตส่าห์ออกผนวชเพื่อค้นหาด้วยความพากเพียรยากลำบากจนพบนั้น คือธรรมอันเป็นความจริง ๔ ประการ หรืออริยสัจ ๔ นี่เอง เป็นหลักธรรมชั้นสูงอันละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เข้าถึงได้ยาก ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์ความจริง(เห็นชอบ) ในธรรมชั้นสูงอันเป็นความจริง ๔ ประการนั้นด้วยพระองค์เอง ณ คืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
 
พระพทธองค์เมื่อตรัสรู้ชอบแล้ว ได้ประกาศอริยสัจ ๔ ออกไปให้บุคคลอื่นได้รับรู้และสามารถเข้าใจ และนำไปปฏิบัติตามได้จริง จนสามารถเข้าถึงอมตะธรรมความจริง ๔ ประการนั้น จนครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ(ตรัสรู้เองโดยชอบ) พระธรรม(คำสั่งสอนเพื่อความพ้นทุกข์) และพระสงฆ์(ปฏิบัติตามจนพ้นทุกข์)
 
เมื่อผลแห่งความสำเร็จนั้นได้ปรากฏขึ้นมา และสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนถึงพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี ในปีนี้ เป็นที่ยอมรับของชาวโลก ที่ได้ประจักษ์ด้วยตนเอง การที่ชาวโลกยอมรับนั้น เราต้องรู้ว่ายอมรับในเรื่องอะไร ไม่ใช่ปล่อยให้กาลเวลาที่ผ่านมาอย่างยาวนานจนมาถึง ๒๖๐๐ ปีนั้น กลบหลักธรรมที่ถูกต้องแท้จริง ให้เลือนหายหมดไปตามไปด้วย เพียงเพราะความเชื่อตามตำรา ที่เชื่อตามๆกันมาโดยขาดการพิสูจน์ตามความเป็นจริงให้ปรากฏ
 
คงหลงเหลือแต่ซากแห่งศรัทธาความเชื่อ ที่เชื่อตามๆ กันมาเท่านั้น มีแต่ สุตตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา โดยมองข้ามความสำคัญของ ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการพิสูจน์ธรรมอันเป็นความจริง ๔ ประการ อันทำให้เกิดปัญญาในทางธรรมขึ้นมาอย่างแท้จริง
 
ปัญญาในทางธรรม ที่แท้จริง คือ ความสามารถในการปล่อยวาง ความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ หรืออารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย โดยการสลัดออกซึ่งอุปาทานขันธ์เหล่านั้น เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจด จิตหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เป็นธรรมอันเอก ผุดขึ้น ณ ภายใน
 
ไม่ใช่เป็นเพียง ปัญญาทางโลก ที่เกิดจาก สุตตมยปัญญา และจินตมยปัญญา ซึ่งเป็น สัญญา ความจำได้หมายรู้ ที่เกิดจากการศึกษาด้วยการอ่าน การฟังเท่านั้น แล้วนำไปพิจารณานึกคิดตริตรอง จนความรู้สึกนึกคิดนั้นตกผลึก และตนเองเข้าใจผิดไปเองว่า เป็นความรู้ความเข้าใจที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงตามความรู้สึกนึกคิดนั้น
 
ความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด ล้วนเป็นข้อมูลดิบ ที่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ตามความเป็นจริง (เห็นชอบ) เลย ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ และยังไม่สามารถนำความรู้ความเข้าใจที่ว่านั้น ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นมานั้น ยังขาดกำลังพิ้นฐานอันสำคัญยิ่ง คือการภาวนามยปัญญา หรือ การภาวนานุโยค เพื่อฝึกฝนอบรมสั่งสมให้จิตมีกำลังสติสงบตั้งมั่นเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ณ ภายใน ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์กิเลส ที่เข้ามาเป็นแขกจรหรือเป็นข้าศึกเข้ามาประชิดจิตอยู่เฉพาะหน้าได้
 
ธรรมชั้นสูงอันเป็นความจริง (อริยสัจ) ๔ ประการ ล้วนเป็นเรื่องการฝึกฝนอบรมจิตใจของตนให้มีกำลังสติปัญญา เพื่อต่อสู้กับอารมณ์ที่เป็นอุปกิเลสนอนเนื่องทั้งหลาย
 
เมื่อจิตมีกำลังสติปัญญาสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ณ ภายใน สามารถปล่อยวางอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ย่อมกำหนดรู้ทุกข์ได้อย่างชัดเจนยิ่ง
 
เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ได้อย่างชัดเจน ย่อมละเหตุแห่งทุกข์ คือความสับสนวุ่นวายแส่ส่ายส่งออก จนทำให้เกิดทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้นออกไปได้
 
เมื่อละเหตุได้ เพราะไม่ส่งจิตออก ย่อมดับเย็น รู้เห็นถึงความสับสนวุ่นวายแส่ส่ายที่จิตส่งออก ที่เกิดขึ้นมานั้น ว่าล้วนเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่เป็นไป
 
เมื่อดับเย็น รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ชัดเจน รู้เห็นถึงหนทางที่เป็นทางอันเอก (อริยมรรคมีองค์ ๘) คือ หนทางที่เป็นไปเพื่อบริสุทธิ์หลุดพ้น ดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง พ้นบ่วงแห่งมารและเสนามารได้
 
 
(มีพระพุทธพจน์รับรอง ดังแสดงใน มหาวาร สํ ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔ ฉบับสยามรัฐ)
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง
 
ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า
รู้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐว่า
นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
 
 
รู้เห็นตามความเป็นจริง ก็คือ รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง นั่นเอง
คือ รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ซึ่งก็คือ สัมมาทิฐิ ในองค์อริยมรรค ๘ หรือ ปัญญา ในองค์อริยมรรค ๘ นั่นเอง
 
 
(และพระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตร)
 
สัมมาทิฐิเป็นไฉน?

ความรู้ในทุกข์
ความรู้ในทุกขสมุทัย
ความรู้ในทุกขนิโรธ
ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาฯ
 
 
ท้ายสุดนี้ บทความที่เขียนขึ้นมา เพียงเพื่อเปิดธรรมทัศน์ให้กว้างขว้างมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก โดยนำหลักเกณฑ์ และเหตุผลที่ตริตรองตามความเป็นจริงได้ มาสอบสวนเทียบเคียงกับความหมายที่นำมาอ้างอิง อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อใดๆทั้งสิ้น ลองศึกษาทบทวนดูสักหลายๆรอบ แล้วลองนำไปสมาทานดูว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่? สงสัยสอบถามได้ด้วยเหตุผล ที่ชวนให้ผู้ฟังนำไปปฏิบัติได้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั่นเอง
 
เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
 
ธรรมภูต