ผู้ศึกษาธรรมะในปัจจุบันนี้ มักชอบกล่าวอ้างกันอย่างกว้างขวางถึง เจตสิกธรรม อันเป็นสมมุติบัญญัติ ที่มีการรจนาเพิ่มเติ่มเสริมแต่งขึ้นมาในภายหลังครั้งพุทธกาลล่วงเลยมานานแล้ว และมักเหมารวมเอา สติปัญญา ธรรมซึ่งเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ เป็นอริยมรรค ๘ เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เป็นหน้าที่ของจิต ที่ต้องเพียรสร้างให้เกิดขึ้น กระทำขึ้นให้มาก เจริญให้ยิ่งๆขึ้น อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา แต่สติปัญญากลับถูกจัดเข้าเป็นเจตสิกธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ไปด้วย
 
โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ถึงหลักเหตุผลตามความเป็นจริง ว่า เจตสิกธรรม นั้นเป็นธรรมที่ประกอบจิตที่มีกิเลส นำจิตให้ไปยึดมั่นถือมั่น จนเกิดทุกข์โทษและความสับสนวุ่นวาย ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยในจิตใจของตนทั้งสิ้น จัดเป็นสังขารธรรมที่เข้ามาปรุงแต่งจิตของตน ให้เสียคุณภาพหลงไปยึดมั่นถือมั่นเอาในสิ่งต่างๆ ภายนอกมาเป็นของๆ ตน
 
แต่ที่มีรจนาไว้จะยกเว้นเจตสิกธรรมให้เฉพาะอนุปาทิเสสนิพพานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ไม่ถูกเจตสิกธรรมครอบงำอยู่ แม้แต่จิตเองที่เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดเจตสิกธรรมเข้ามาอาศัยมีขึ้น ก็ไม่ได้รับการยกเว้นในที่นี้เช่นกัน
 
จิตของตนเองนั้น ก็ต้องตกเป็นจำเลยอยู่ภายใต้การครอบงำของเจตสิกธรรมตลอดเวลา ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จนจิตโงหัวไม่ขึ้น คือมีจิตที่ไหนต้องมีเจตสิกธรรมคอยครอบงำบงการจิตของตนอยู่ ณ ที่นั้น ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งโลกุตตรจิตของพระอริยะเจ้าชั้นพระอรหันต์ ก็โดนหางเลขเข้าไปด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่โลกุตตรจิตชั้นพระอรหันต์นั้น เป็นจิตที่บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย บรรลุพระนิพพานแล้ว เพราะสิ้นตัณหาแล้ว
 
 
เมื่อพูดถึง เจตสิกธรรม มีนิยามให้ไว้ชัดเจนว่า เจตสิกนั้นต้องอาศัยจิตเกิด จะมีหรือเกิดขึ้นมาเองไม่ได้ เมื่อไม่มีจิต ก็จะมีเจตสิกธรรมไม่ได้เช่นกัน ต้องมีจิตปรากฏขึ้นมาก่อนเท่านั้น เจตสิกจึงจะมีหรือเกิดขึ้นตามมาได้ ฉะนั้นพอสรุปได้ว่าเจตสิกธรรมเองนั้น ไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาเองแบบลอยๆ โดยไม่มีจิตอยู่ก่อนได้เลย
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีคำถามพื้นๆ ว่า จิตที่มีอยู่ก่อนที่จะมีหรือการเกิดขึ้นมาของเจตสิกธรรมนั้น มีสิทธิที่จะไม่ให้เจตสิกธรรมเข้ามาอาศัย มีหรือเกิดขึ้นที่จิตของตนได้หรือไม่? เพราะเจตสิกธรรมเป็นเพียงผู้เข้ามาอาศัย (แขกจร) มีหรือเกิดขึ้นมาที่จิตในภายหลัง เพราะมีจิตอยู่ก่อนใช่หรือไม่?
 
ในเมื่อจิตเป็นผู้ให้เจตสิกธรรมเข้ามาอาศัยเกิดได้ จิตของตนก็ควรมีสิทธิส่วนบุคคลที่จะไม่ให้เจตสิกธรรมเข้ามาอาศัยได้เช่นกัน นั่นคือเมื่อจิตได้ผ่านการฝึกฝนอบรมอริยมรรค ๘ มาดีแล้ว จิตของตนย่อมเกิดมีสติปัญญาเป็นเครื่องกางกั้น เหล่ากิเลสอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต จิตมีพลังปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดถึงอารมณ์ต่างๆที่จะมาปรุงแต่งหรือมาประกอบจิตของตน ไม่ให้เกิดมีเจตสิกธรรมเข้าอาศัยก็ย่อมได้เช่นกัน
 
และหรือเมื่อเจตสิกธรรมที่เคยแอบเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว และได้สร้างปัญหาไว้มากมาย พร้อมก่อความไม่สงบ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในจิตของตนนั้น จิตของตน (ผู้ให้อาศัย) ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติสมาธิกรรมฐานมาดีแล้ว ควรมีสิทธิที่จะไปขับไล่ไสส่งอุปกิเลสทั้งหลายหรือเจตสิกธรรม ซึ่งเป็นแขกจรผู้เข้ามาขออาศัยและมีเจตนาปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพ ออกไปจากจิตของตนได้เช่นกัน
 
ศีล สมาธิ (สติ) ปัญญา ซึ่งเป็น ไตรสิกขา เป็น ธรรมอันมีอุปาการะมาก ผู้มีธรรมนี้ ย่อมอยู่เป็นสุข เพราะเป็นที่พึ่งที่อาศัย ไม่ให้จิตไหลไปตามอารมณ์กิเลส
 
แต่กลับมีการยัดเยียดให้ ศีล สมาธิ (สติ) ปัญญา เป็น อนัตตาธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ขัดกับพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้วในหลายที่หลายแห่งว่า "สิ่งใดเป็นอนัตตาธรรม พวกเธอพึงละทิ้งสิ่งนั้นเสีย" ชัดๆ โดยไม่ต้องตีความใดๆ ทั้งสิ้นเลย
 
เมื่อ เจตสิกธรรม ที่จัดเป็น สังขารธรรม นำสู่ความทุกข์และความเสื่อมทั้งหลาย เป็นตัวปัญหาที่สร้างความไม่สงบและสับสนวุ่นวายให้เกิดขึ้นที่จิตของตน จนจิตใจของตนต้องหวั่นไหว กวัดแกว่ง เปลี่ยนแปลง ฯลฯ เสียคุณภาพไปตามเจตนาการปรุงแต่งของจิต ด้วยเจตสิกธรรมที่ประกอบจิตที่มีกิเลสนั้น แสดงว่า เจตสิกธรรม นั้น เป็นธรรมที่เป็นไปในทางยึดมั่นถือมั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบ ติดข้อง กวัดแกว่ง สับสน วุ่นวาย เปลี่ยนแปลงฯลฯ
 
ส่วน สติปัญญา นั้น ซึ่งจัดเป็น ธรรมอันมีอุปการะมาก จัดเป็นอริยมรรค มีไว้เพื่ออะไร? เพื่อให้จิตใจของตนพ้นจากเจตนาปรุงแต่งทั้งหลาย เพราะสิ้นตัณหา นำไปสู่ความสงบ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กวัดแกว่ง และเกิดความบริสุทธิ์หลุดพ้นขึ้นที่จิตของตน จนถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นวิสังขารธรรม ใช่หรือไม่?
 
แสดงชัดว่า สติปัญญา นั้น เป็น ธรรมที่มีอุปการะมาก
ซึ่งเป็น ปฏิปักษ์ กับ เจตสิกธรรม อย่างชนิดที่อยู่ร่วมกันไม่ได้เลย
 
ส่วนบุคคลใดที่มีสติปัญญาเป็นสันตติธรรมได้ จนเป็นมหาสติมหาปัญญา เป็นวิสังขารธรรมแล้ว ย่อมสลัดออก ขจัดออก ซึ่งความไม่สงบ ติดข้อง กวัดแกว่ง เปลี่ยนแปลง สับสน วุ่นวายไปได้ แสดงให้เห็นชัดว่า เมื่อมีกำลังของสติปัญญาเป็นเครื่องกางกั้น มากำกับจิตของตนอยู่ตลอดเวลานั้น เจตสิกธรรมซึ่งเป็นแขกจรผู้เข้ามาขออาศัย ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นหรือเข้ามาอาศัยได้สิ นอกจากจิตจะเผลอเรอขาดสติไป หรือหลงทางไปชั่วขณะฯลฯ
 
เพราะเป็นธรรมที่คอยแก้กัน เมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งหนึ่งอยู่ สิ่งหนึ่งควรต้องไป สิ่งหนึ่งไป อีกสิ่งหนึ่งก็จะเข้ามาอยู่แทนที่ ฉะนั้น ใครที่ชอบอ้างว่า สติปัญญาก็เป็นเจตสิกธรรมไปด้วยนั้น ควรพิจารณาใหม่ให้รอบคอบว่าเป็นไปได้หรือไม่?
 
เพราะสติปัญญานั้น ไม่ใช่อารมณ์มาปรุงแต่งจิตของตน แต่เป็น (ทางเดิน) อริยมรรค ซึ่งเป็นหน้าที่ของจิต ที่ต้องสร้างให้มีขึ้น เจริญขึ้น กระทำให้มากขึ้น อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจนเป็นสันตติธรรม นำจิตไปสู่ความหลุดพ้นจากห้วงแห่งทุกข์ได้ ดังมีพระพุทธพจน์รับรองไว้
 
"ชนเหล่าใด...รู้มรรคอันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์
ชนเหล่านั้น ถึงพร้อมแล้วด้วยเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ
เป็นผู้ควรที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและชราฯ"
 
โดยหลักเหตุและผลที่สามารถตริตรองตามความเป็นจริงได้ ก็เป็นที่ชัดเจนว่า
 
สติปัญญา นั้นจัดเป็น ธรรมอันมีอุปาการะมาก จัดอยู่ในอริยมรรค เป็นหน้าที่ของจิตที่ต้องสร้างให้มีขึ้น กระทำให้มาก เจริญให้มาก
 
ส่วน เจตสิกธรรม นั้นเป็นเพียง สังขารธรรม ที่มาประกอบจิตที่มีกิเลสให้เสียคุณภาพ นำไปสู่ความเสื่อม สับสน วุ่นวายทั้งหลาย
 
 
เมื่อเดินไปตามทางสู่ความเป็นพระอริยเจ้า (อริยมรรค) จนไปถึงขั้นมหาสติ มหาปัญญาได้แล้ว จัดเป็นวิสังขารธรรม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับสังขารธรรม ที่เป็นธรรมนำไปสู่ความทุกข์ทั้งหลาย จะเอามารวมกันเองตามชอบใจไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างสิ้นเชิง
 
นิยามของเจตสิกธรรม (เจตนาปรุงแต่ง)
๑. ลักษณะของเจตสิก คือ มีการอาศัยจิตเกิดขึ้น
๒. กิจการงานของเจตสิก คือ เกิดร่วมกับจิต
๓. ผลงานของเจตสิก คือ รับอารมณ์อย่างเดียวกับจิต
๔. เหตุที่ทำให้เจตสิกเกิดขึ้นได้ คือ การเกิดขึ้นของจิต
 
จากนิยามของเจตสิกธรรม ทำให้เรารู้ได้ว่า เจตสิกธรรม เป็นสิ่งที่มาปรุงแต่งจิต เป็นสิ่งแปลกปลอม มาเกิดขึ้นที่จิตในภายหลัง เมื่อไม่มีจิตเป็นหลัก เจตสิกก็เกิดขึ้นมาเองไม่ได้เช่นกัน แสดงว่า เจตสิกนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่ต้องอาศัยจิตสร้างขึ้นมา (เจตนาปรุงแต่ง) จึงจะมีหรือเกิดขึ้นมาได้ ทำงานร่วมกับจิต เพราะเข้ามาประกอบปรุงแต่งจิต จึงต้องรับอารมณ์เช่นเดียวกับจิต
 
เจตสิกธรรมเกิดขึ้นได้เพราะมีจิตอยู่ก่อน จึงเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้จิตเสื่อมเสียคุณภาพไป ตามอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่จิตรับเข้ามา เพราะมีเจตสิก(เจตนาปรุงแต่ง) คอยยุยงส่งเสริม เพราะขาดสติปัญญาคอยกำกับกางกั้นไว้นั่นเอง
 
ส่วน สติปัญญา นั้น เป็นการฝึกฝนอบรมจิตของตนให้มีความเพียรระลึกรู้ (สติ) อยู่ที่ฐาน เพื่อให้จิตรู้จักหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์กิเลส ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายออกไปจากจิตของตนเสีย
 
และโลกุตตรจิตชั้นพระอรหันต์นั้น เป็นจิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมความดี มีคุณภาพ มีมหาสติมหาปัญญาเป็นพื้นฐาน ณ ภายในจิตของตน เป็นไปเพื่อปล่อยวางอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่จะเข้ามาปรุงแต่งให้พ้นออกไป เป็นวิสังขาระคะตัง จิตตัง เป็นจิตที่สิ้นการปรุงแต่งได้รับความบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยดี จากเครื่องเศร้าหมองหรือสิ่งแปลกปลอมทั้งหลาย บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา
 
มีพระบาลีรับรองไว้อย่างชัดเจน เป็นพระพุทธอุทาน ที่ได้ทรงเปล่งออก ณ ภายใต้ต้นโพธิ์ เมื่อตอนตรัสรู้ใหม่ๆว่า
 
"วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง, บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว"
 
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยังจะให้โลกุตตรจิตชั้นพระอรหันต์มีเจตสิกธรรมเป็นเครื่องกำกับ ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม จัดเป็นสังขารธรรม มาประกอบปรุงแต่งจิตของตนให้เสียคุณภาพไปได้อีกหรือ?

 
ท้ายสุดนี้ บทความที่เขียนขึ้นมา เพียงเพื่อเป็นการเปิดธรรมทัศน์ให้กว้างขว้างมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก โดยนำเอาหลักเกณฑ์ และเหตุผลที่ตริตรองตามความเป็นจริงได้ มาสอบสวน เทียบเคียง กับความหมายในพระสูตรที่นำมาอ้างอิง รับรอง อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อใดๆทั้งสิ้น ลองศึกษาทบทวนดูสักหลายๆรอบ แล้วลองนำไปสมาทานปฏิบัติดูว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่? สงสัยสอบถามได้ด้วยเหตุผล ที่ชวนให้ผู้ฟังนำไปปฏิบัติได้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั่นเอง
 
สนทนาธรรมสมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
 
ธรรมภูต