ขอเชิญทุกๆ ท่านร่วมกันปฏิบัติบูชา น้อมถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันอาสาฬหบูชา
 
วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก โดยการแสดงปฐมเทศนา โปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้เป็นวันแรกที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นครบองค์พระรัตนตรัย
 
ปฐมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดง คือ พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อแสดงพระธรรมเทศนาจบลง พระโกณฑัญญะ หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ อันประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม มีความเห็นแจ้งชัดว่า
 
ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา
 
ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ ได้เล็งเห็นแล้วว่า เรื่องในโลกทั้งหลาย ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ไม่คงที่ แปรปรวน ฯลฯ ไปตามเหตุปัจจัย ตามพระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า เป็นส่วนที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรประพฤติปฏิบัติ ไม่ควรเข้าใกล้ ทรงสอนให้ปฏิบัติทางสายกลาง ซึ่งเป็นทางอันเอก เป็นทางเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ทางนั้นคือ อริยมรรคมีองค์แปด หรือ อริยสัจ ๔ เป็นทางที่ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒
 
พระพุทธองค์ย่นย่อธรรมะที่ทรงตรัสสั่งสอน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็น ไตรสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
 
ศีล เป็นความงามในเบื้องต้น ประกอบด้วย สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สมาธิ เป็นความงามในท่ามกลาง ประกอบด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ขอเน้นย้ำนะครับว่า สัมมาสมาธิเป็นความงามในท่ามกลาง
ปัญญา เป็นความงามในบั้นปลาย ประกอบด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ
 
พระพุทธองค์ทรงกล่าวกับภิกษุที่พระองค์ทรงบวชให้เองในครั้งกระนั้น ๖๐ รูป ซึ่งล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา รวมพระองค์ด้วยเป็น ๖๑ รูป ให้ออกไปเผยแผ่พระศาสนา ไปทิศละรูป อย่าไปในทิศเดียวกันสองรูป เรื่องที่พระองค์ทรงให้เผยแผ่ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องรองรับจิต เป็นทางเดินของจิตเพื่อความพ้นทุกข์นั่นเอง
 
โดยพระพุทธองค์ทรงยกให้สัมมาสมาธิเป็นใหญ่เป็นประธาน แวดล้อมไปด้วยอริยมรรคที่เหลืออีกเจ็ดองค์ และในอริยมรรคที่แวดล้อมอยู่เจ็ดองค์นั้น พระพุทธองค์ทรงเชิดให้สัมมาทิฐิเป็นใหญ่เป็นประธาน (อ้างอิงมหาจัตตารีสกสูตร) ซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ในสมาธิสูตรว่า
 
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสมาธิ (สัมมาสมาธิ) ให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) ดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ) ดังนี้"
 
ขอยกพระพุทธพจน์บางส่วน ที่ทรงแสดงเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นเครื่องรองรับจิต เป็นทางเดินของจิตเพื่อความพ้นทุกข์
 
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็น เครื่องรองรับจิต
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นเครื่องรองรับจิต"
 
 
"เมื่อใดบุคคลเห็น อริยสัจ คือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความล่วงพ้นทุกข์ 
 และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันยังสัตว์ให้ถึงความสงบทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ
เมื่อนั้น เขาท่องเที่ยว ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก 
 ก็เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชนทั้งปวง ดังนี้แล ฯ"
 
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ...
คำว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งอะไรหนอ?
 
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรภิกษุ คำว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ
เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ความสิ้นราคะ ชื่อว่าอมตะ
 
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อมตะๆ ดังนี้ อมตะเป็นไฉน? ทางที่จะให้ถึงอมตะเป็นไฉน?
 
พ. ดูกรภิกษุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตะ
 
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึงอมตะ"
 
 
พระพุทธพจน์แสดงชัดเจนว่า การปฏิบัติอริยมรรค ๘ เป็นทางให้ถึงอมตะ
 
ทางเดินของจิตที่นำไปสู่อมตธรรมได้นั้น ต้องเริ่มจากปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ไม่ใช่เริ่มจากการจดจำตำราไว้ได้มากมาย อันเป็นความรู้จากสัญญาอารมณ์ แต่ไม่ใช่รู้ละ รู้สละ รู้ปล่อยวางได้จริง แต่เป็นการรู้ การละแบบนึกเอา จำเอามาพูดเท่านั้น เป็นเพียงปัญญาทางโลก ที่เรียกว่าสุตตะมยปัญญา จิตตะมยปัญญา หรือเป็นเพียงสัญญาวิปัสสนาเท่านั้น ไม่ใช่วิปัสสนาญาณที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา อันเป็นไปเพื่อให้รู้เห็นอย่างวิเศษตามความเป็นจริง
 
เป็นการน้อมนำเอาดวงจิตผู้รู้เข้ามาสงบอยู่ ณ ภายในกาย พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในที่ถูกต้อง เป็นบทเริ่มต้นในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรับรองไว้ จนจิตดวงผู้รู้เกิดปัญญาญาณปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นที่เคยมีแต่เก่าก่อน เมื่อมีปัญญาญาณปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตนได้ ดวงจิตผู้รู้ก็เป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว อ่อนควรแก่การงาน เป็นพุทธะ พุทโธ ไม่ถูกอุปกิเลสอาสวะทั้งหลาย ซึ่งเป็นธัมมารมณ์มาเจือติดดวงจิตผู้รู้ที่บริสุทธิ์นั้นได้
 
 
ท้ายสุดนี้ บทความที่เขียนขึ้นมา เพียงเพื่อเป็นการเปิดธรรมทัศน์ให้กว้างขว้างมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก โดยนำเอาหลักเกณฑ์ และเหตุผลที่ตริตรองตามความเป็นจริงได้ มาสอบสวน เทียบเคียง กับความหมายในพระสูตรที่นำมาอ้างอิง รับรอง อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อใดๆทั้งสิ้น ลองศึกษาทบทวนดูสักหลายๆรอบ แล้วลองนำไปสมาทานปฏิบัติดูว่าเป็นไปตามนั้นจริงหรือไม่? สงสัยสอบถามได้ด้วยเหตุผล ที่ชวนให้ผู้ฟังนำไปปฏิบัติได้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั่นเอง
 
สนทนาธรรมสมควรแก่ธรรมทุกๆ ท่าน
 
ธรรมภูต